เปรียบเทียบ EPC vs Turnkey เลือกแบบไหนคุ้มค่าที่สุด
- 1 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 2 ก.ค.
การเลือกรูปแบบสัญญา EPC หรือ Turnkey สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ เช่น โรงงาน หรือคลังสินค้า ส่งผลโดยตรงต่อการบริหารต้นทุน และการควบคุมความเสี่ยง แม้ทั้งสองรูปแบบ จะเป็นการจ้างเหมาผู้รับเหมารายเดียว (Single Point of Responsibility) เหมือนกัน แต่มีข้อแตกต่างเชิงลึกใน 3 มิติหลัก คือ ขอบเขตงานวิศวกรรม กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และโครงสร้างการแบกรับความเสี่ยง

ตารางเปรียบเทียบจุดสำคัญระหว่าง EPC กับ Turnkey
หัวข้อการพิจารณา | สัญญาแบบ Turnkey | สัญญาแบบ EPC |
รูปแบบงาน และการออกแบบ | เน้นโครงสร้างอาคารทั่วไป ระบบภายในไม่ซับซ้อน เช่น อาคารสำนักงาน คลังสินค้า หรือโรงงานผลิตทั่วไป | เน้นงานระบบเทคโนโลยีเฉพาะทาง และวิศวกรรมขั้นสูง เช่น โรงไฟฟ้า หรือการติดตั้งระบบโซล่ารูฟท็อปโรงงาน |
การจัดซื้อ และจัดหาอุปกรณ์ | จัดซื้อวัสดุก่อสร้างทั่วไป ภายในประเทศ เพื่อเน้นสร้างตัวอาคารให้เสร็จสมบูรณ์ พร้อมเปิดใช้งาน | จัดซื้อ และนำเข้าเครื่องจักรเทคโนโลยี จากต่างประเทศ ผู้รับเหมาดูแลเรื่องการขนส่ง และเอกสารนำเข้าให้ทั้งหมด |
การควบคุมงบ และความเสี่ยง | ยืดหยุ่น ปรับเปลี่ยนหน้างานได้ เจ้าของโครงการปรับสเปควัสดุระหว่างทางได้ แต่ต้องรับความเสี่ยง หากงบเพิ่มตามเนื้องาน | ราคาเหมาจ่ายคงที่ ล็อคต้นทุน 100% ผู้รับเหมาแบกรับความเสี่ยงเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดแทนองค์กร ตั้งแต่วันเซ็นสัญญา |
วิธีเลือกรูปแบบสัญญาให้เหมาะกับโครงการ
เลือกสัญญาแบบ Turnkey หากโครงการของคุณเป็นแบบนี้
ลักษณะอาคาร : อาคารสำนักงาน คลังสินค้า หรือโรงงานผลิตทั่วไป
ความยืดหยุ่น : ต้องการปรับเปลี่ยนดีไซน์ หรือเปลี่ยนสเปควัสดุหน้างานได้ระหว่างก่อสร้าง
การคุมงาน : เน้นประสานงานง่าย ๆ สั่งการตรงผ่านผู้รับเหมาหลักรายเดียว
เลือกสัญญาแบบ EPC หากโครงการของคุณเป็นแบบนี้
ลักษณะอาคาร : โรงไฟฟ้า โรงกลั่น หรือระบบโซล่ารูฟท็อป
การจัดซื้อ : มีการนำเข้าเครื่องจักร หรือเทคโนโลยีเฉพาะทางจากต่างประเทศ
งบประมาณ : ต้องการล็อคราคาคงที่ 100% ให้ผู้รับเหมาแบกรับความเสี่ยงค่าใช้จ่ายทั้งหมด
บทสรุปสำหรับผู้บริหารในการตัดสินใจ
การเลือกระหว่างสัญญา EPC หรือ Turnkey ไม่มีรูปแบบใดดีที่สุด แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะทางเทคนิคของโครงการ และนโยบายการบริหารความเสี่ยงขององค์กรเป็นหลัก
หากองค์กรไม่มีทีมวิศวกรเฉพาะทาง และต้องการล็อคงบประมาณให้คงที่แน่นอน 100% โดยให้ผู้รับเหมาแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด สัญญาแบบ EPC คือ ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด
แต่หากโครงการเน้นโครงสร้างทั่วไป ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนสเปค หรือดีไซน์ระหว่างการก่อสร้าง สัญญาแบบ Turnkey จะตอบโจทย์ความคล่องตัวได้ดีกว่า
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรูปแบบสัญญา EPC และ Turnkey
Q : หากเลือกสัญญาแบบ Turnkey มีวิธีป้องกันอย่างไรไม่ให้งบประมาณบานปลาย ?
A : ระบุข้อกำหนด และสเปควัสดุให้ละเอียดที่สุด ก่อนลงนามสัญญา หากมีการแก้ไขดีไซน์ หรือเพิ่มเนื้องานระหว่างก่อสร้าง จัดทำเอกสารงานเพิ่มหรือลด เพื่อสรุปราคา และเซ็นอนุมัติร่วมกันเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
Q : ในสัญญา EPC หากเครื่องจักรขนส่งล่าช้า หรือติดปัญหาการนำเข้า ใครต้องรับผิดชอบ ?
A : ผู้รับเหมาต้องรับผิดชอบความเสียหายทั้งหมด 100% เนื่องจากสัญญา EPC กำหนดให้ผู้รับเหมาเป็นผู้แบกรับความเสี่ยง ด้านการจัดซื้อ การขนส่ง และขั้นตอนการเคลียร์เอกสารนำเข้าจากต่างประเทศทั้งหมด จนกว่าจะส่งมอบโครงการ
Q : เจ้าของโครงการสามารถเปลี่ยนสเปควัสดุระหว่างก่อสร้างในสัญญา EPC ได้หรือไม่ ?
A : ทำได้ยาก และไม่แนะนำ เนื่องจากสัญญา EPC เป็นราคาเหมาจ่ายคงที่ ล็อคตามแบบวิศวกรรมตั้งแต่แรก การปรับเปลี่ยนสเปคหน้างาน จะส่งผลกระทบต่อราคาสัญญา กรอบเวลา และเกณฑ์การตรวจรับงานโดยตรง
Q : รูปแบบสัญญาประเภทใด ที่ช่วยล็อคต้นทุนโครงการได้แน่นอนที่สุด ?
A : สัญญาแบบ EPC เนื่องจากเป็นราคาเหมาจ่ายคงที่แน่นอน ผู้รับเหมาจะแบกรับความเสี่ยงเรื่องราคาวัสดุ และค่าแรงที่ผันผวนทั้งหมด ส่วน Turnkey จะยืดหยุ่นกว่า แต่อาจจะมีงบขยับขยายเพิ่มตามการปรับดีไซน์หน้างาน
Q : โครงการลักษณะใด ที่องค์กรจำเป็นต้องเลือกสัญญาแบบ EPC แทน Turnkey ?
A : โครงการที่มีงานระบบวิศวกรรมเฉพาะทาง และซับซ้อนสูง เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่น หรือระบบโซล่ารูฟท็อปอุตสาหกรรม ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรขั้นสูงจากต่างประเทศ และต้องการคำนวณระบบที่แม่นยำ ตามมาตรฐานสากล






