EPC vs Turnkey ต่างกันอย่างไร ? เลือกแบบไหนดี | AESCON
- 6 วันที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที
ท่ามกลางการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย และการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC การเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโรงงานผลิต คลังสินค้าอัจฉริยะ หรือเมกะโปรเจกต์พลังงานสะอาด สิ่งสำคัญที่ผู้บริหาร และนักลงทุนต้องพิจารณาเป็นอันดับแรก คือ การเลือกรูปแบบสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการตัดสินใจระหว่างระบบ EPC และ Turnkey ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อการควบคุมงบประมาณไม่ให้บานปลาย และการบริหารความเสี่ยงอย่างเบ็ดเสร็จ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โครงการระดับร้อยล้านของคุณ สำเร็จได้ตามกำหนดเวลาอย่างแน่นอน

จุดสำคัญระหว่าง EPC กับ Turnkey ?
ความซับซ้อนเชิงวิศวกรรม (Engineering Focus) ในระบบ Turnkey จะเน้นไปที่งานออกแบบสถาปัตยกรรม ควบคู่กับการก่อสร้างทั่วไป เหมาะกับอาคาร หรือโรงงาน ที่ไม่ได้มีระบบภายในซับซ้อนมาก เช่น อาคารสำนักงาน คลังสินค้าทั่วไป หรือโรงงานผลิตขนาดกลาง ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีเฉพาะทางสูง แต่สำหรับ EPC ตัว E (Engineering) คือ หัวใจหลัก ซึ่งหมายถึงงานวิศวกรรมเชิงลึกขั้นสูง ที่ต้องผ่านการคำนวณอย่างแม่นยำ และการรับรองมาตรฐานสากล มักใช้กับเมกะโปรเจกต์ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ในพื้นที่ EEC โรงไฟฟ้า โรงกลั่น หรือโครงการพลังงานสะอาด เช่น ระบบโซล่ารูฟท็อปโรงงาน ที่มีความซับซ้อนสูงมาก
ขอบเขตการจัดซื้อจัดจ้าง และซัพพลายเชน (Procurement Scope) จุดที่ระบบ EPC โดดเด่นกว่า เพราะตัว P (Procurement) หมายถึงกระบวนการจัดซื้อ และจัดหาเครื่องจักร รวมถึงวัสดุอุปกรณ์จากซัพพลายเออร์ทั่วโลก ผู้รับเหมา EPC จะเป็นผู้ดูแลตั้งแต่วันที่สั่งของ การบริหารระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงการเคลียร์ศุลกากร เพื่อให้มั่นใจว่าเครื่องจักรสำคัญ จะมาถึงหน้างานตามแผนที่วางไว้ แตกต่างจาก Turnkey ที่ขอบเขตการจัดซื้อ จะเน้นไปที่วัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง มาตรฐานทั่วไป เพื่อสร้างอาคารให้เสร็จสมบูรณ์ตามฟังก์ชันการใช้งานที่ตกลงกันไว้
การบริหารความเสี่ยง และความรับผิดชอบ (Risk & Responsibility) ทั้งคู่ใช้หลัก Single Point of Responsibility เหมือนกัน แต่ในระบบ EPC ความรับผิดชอบ จะครอบคลุมไปถึงการการันตีผลงาน ที่เข้มงวดกว่า ผู้รับเหมาจะแบกรับความเสี่ยงทั้งหมด แทนเจ้าของโครงการ 100% ตั้งแต่ต้นจนจบสัญญา จึงเป็นรูปแบบราคาเหมาจ่ายคงที่ ช่วยให้คุณล็อคต้นทุนโครงการได้ชัดเจนที่สุด ส่วนระบบ Turnkey เจ้าของโครงการจะยังมีความยืดหยุ่น และสามารถมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนดีไซน์ หรือสเปคบางอย่างระหว่างก่อสร้างได้มากกว่า แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงเรื่องงบประมาณ ที่อาจจะขยับตามการปรับเปลี่ยน
ตารางเปรียบเทียบ EPC vs Turnkey
หัวข้อเปรียบเทียบ | ระบบ Turnkey (Design-Build) | ระบบ EPC (Engineering, Procurement and Construction) |
ขอบเขตงานหลัก | ออกแบบโครงสร้างสถาปัตยกรรม ควบคู่ไปกับงานก่อสร้างทั่วไป | วิศวกรรมขั้นสูง (เชิงลึก) + จัดซื้อจัดหาเครื่องจักรระดับสากล + ก่อสร้าง และทดสอบระบบ ก่อนส่งมอบ |
ความซับซ้อนของโครงการ | ต่ำถึงปานกลาง เน้นฟังก์ชัน และการใช้งานของตัวอาคารทั่วไป | สูงมาก มีงานระบบ Technical และเครื่องจักรเฉพาะทางเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างชัดเจน |
การบริหารความเสี่ยง | ผู้รับเหมาดูแลภาพรวม แต่เจ้าของโครงการยังมีส่วนร่วมในการปรับเปลี่ยนสเปคระหว่างทางได้ | ผู้รับเหมาแบกรับความเสี่ยง 100% เต็ม (Single Point of Responsibility) เจ้าของรอตรวจรับตาม KPI |
รูปแบบสัญญาและราคา | เป็นราคาเหมาจ่าย แต่อาจจะมีงบขยับขยายตามการปรับเปลี่ยนสเปคหน้างาน | ราคาเหมาจ่ายคงที่แน่นอน (Fixed-Price Lump Sum) ล็อคต้นทุนโครงการได้ตั้งแต่เริ่มเซ็นสัญญา |
โครงการที่เหมาะสมในไทย | โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป, คลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) และอาคารสำนักงาน | โรงไฟฟ้า, นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในพื้นที่ EEC และโครงการโซล่ารูฟท็อปโรงงาน |
โครงการของคุณเหมาะกับระบบ EPC หรือ Turnkey มากกว่ากัน ?
เลือกระบบ Turnkey (Design-Build) โครงการเน้นความคล่องตัว และโครงสร้างทั่วไป หากคุณกำลังวางแผนสร้างสิ่งปลูกสร้าง ที่เน้นฟังก์ชันการใช้งานของอาคารเป็นหลัก เช่น อาคารสำนักงาน คลังสินค้าอัจฉริยะ (Smart Warehouse) หรือโรงงานผลิตอุตสาหกรรมทั่วไป ไม่ได้มีกระบวนการผลิตซับซ้อน จะให้ความยืดหยุ่นสูง เจ้าของโครงการยังสามารถร่วมปรับเปลี่ยนดีไซน์ หรือสเปควัสดุหน้างานระหว่างทางได้ และช่วยให้ขั้นตอนการประสานงานจบไว ไม่ซับซ้อน
เลือกระบบ EPC โครงการเมกะโปรเจกต์ ที่ต้องการความแม่นยำ และควบคุมความเสี่ยง 100% สำหรับโครงการขนาดใหญ่ ที่มีความซับซ้อนทางวิศวกรรมขั้นสูง เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่น นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ EEC หรือเมกะโปรเจกต์พลังงานสะอาด เช่น ระบบโซล่ารูฟท็อปโรงงาน ซึ่งมีการจัดซื้อ และนำเข้าเครื่องจักรเทคโนโลยีเฉพาะทางจากทั่วโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง หากคุณต้องการล็อคต้นทุนงบประมาณให้คงที่แน่นอน และต้องการให้ผู้รับเหมาหลักแบกรับความเสี่ยงแทนทั้งหมด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบ EPC และ Turnkey
หากเลือกสัญญาแบบ Turnkey มีวิธีป้องกันอย่างไร ไม่ให้งบประมาณบานปลาย ?
ความชัดเจนก่อนเซ็นสัญญา แม้ Turnkey จะยืดหยุ่น แต่ถ้างบจะบานปลาย มักเกิดจากการเปลี่ยนใจปรับสเปควัสดุหน้างาน วิธีป้องกัน คือ เจ้าของโครงการต้องทำเอกสารให้ละเอียดตั้งแต่แรก และหากต้องมีการแก้ไขดีไซน์ระหว่างก่อสร้าง จะต้องใช้ระบบ Change Order ที่ประเมินราคา และเซ็นอนุมัติร่วมกัน เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนลงมือทำเสมอ เพื่อไม่ให้มีค่าใช้จ่ายงอกมาเซอร์ไพรส์ตอนจบโครงการ
ในสัญญา EPC หากเครื่องจักรขนส่งล่าช้า หรือติดศุลกากร ใครต้องรับผิดชอบค่าความเสียหาย ?
ผู้รับเหมา EPC ต้องรับผิดชอบ 100% เพราะระบบ EPC ใช้หลัก Single Point of Responsibility ความเสี่ยงด้านโลจิสติกส์ การติดต่อซัพพลายเออร์ต่างประเทศ และการเคลียร์ภาษีศุลกากร ถือเป็นหน้าที่โดยตรงของผู้รับเหมา หากเกิดความล่าช้าจนส่งมอบโครงการไม่ทันตามดีลที่กำหนดไว้ ผู้รับเหมาจะต้องเป็นผู้แบกรับค่าปรับความล่าช้า ตามที่ระบุในสัญญา เว้นแต่จะเป็นเหตุสุดวิสัยระดับประเทศจริง ๆ
เจ้าของโครงการสามารถล็อคสเปค หรือระบุยี่ห้อเครื่องจักรในสัญญา EPC ได้ไหม ?
ทำได้ แต่ต้องทำตั้งแต่ขั้นตอนการทำ TOR หรือช่วงเจรจาร่างสัญญา โดยจัดทำเป็น Approved Vendor List (รายชื่อซัพพลายเออร์ที่ผ่านการอนุมัติ) แนบท้ายสัญญา แต่มีข้อควรระวัง คือ ไม่ควรล็อคตึงจนเหลือแค่ยี่ห้อเดียว เพราะอาจจะส่งผลต่อการรับประกันประสิทธิภาพ ซึ่งผู้รับเหมาอาจจะใช้เป็นข้ออ้างได้ ว่าระบบไม่ได้ตามเป้า เพราะเครื่องจักรที่เจ้าของบังคับเลือก ทางที่ดีควรระบุไว้เป็น 2-3 ยี่ห้อมาตรฐาน เพื่อให้ผู้รับเหมาบริหารจัดการได้
หลังสร้างเสร็จแล้ว การรับประกันประสิทธิภาพของ EPC กับ Turnkey ต่างกันอย่างไร ?
แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่ของความลึก
ระบบ Turnkey จะเน้นประกันตัวสิ่งปลูกสร้าง และการใช้งานทั่วไป เช่น หลังคารั่ว โครงสร้างร้าว และระบบไฟดับ ตามระยะเวลาประกันปกติ
ระบบ EPC จะลงลึกไปถึงผลลัพธ์เชิงตัวเลขของระบบวิศวกรรม เช่น หากเป็นโครงการโซล่ารูฟท็อปโรงงาน ต้องคำนวณ และรับประกันเลย ว่าระบบต้องผลิตไฟได้กี่เมกะวัตต์ต่อปี หรือถ้าเป็นโรงงานผลิต ต้องรันระบบแล้วได้ยอดตาม KPI ที่ตกลงกันไว้ หากทำไม่ได้ตามตัวเลขนี้ ผู้รับเหมาต้องเข้ามาปรับปรุงระบบ หรือชดเชยค่าเสียหาย
โครงการประเภทไหน ที่ไม่เหมาะกับการจ้างเหมาในระบบ EPC ?
โครงการที่เจ้าของโครงการ ยังไม่แน่ใจในความต้องการของตัวเอง หรือโครงการที่ต้องปรับเปลี่ยนดีไซน์ตามเทรนด์ตลอดเวลา เช่น Community Mall โรงแรมระดับ Luxury หรืออาคารสำนักงานดีไซน์ล้ำสมัย เนื่องจากระบบ EPC ทุกอย่างจะถูกล็อคนิ่ง เพื่อนำไปคำนวณวิศวกรรมเชิงลึกขั้นสูง และสั่งผลิตเครื่องจักรล่วงหน้า หากเจ้าของโครงการสั่งแก้ดีไซน์ หรือเปลี่ยนใจบ่อย ๆ ระหว่างทางค่าปรับในการแก้ไขสัญญา จะสูงมหาศาลจนไม่คุ้มค่าอย่างแน่นอน






