top of page

EPC คืออะไร รับเหมาก่อสร้าง ครบวงจร มาตรฐานสากล | AESCON

  • 15 พ.ค.
  • ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 23 พ.ค.

รับมือการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐาน และเทรนด์พลังงานสะอาดในประเทศไทย ด้วยบริการ EPC (Engineering, Procurement and Construction) หรือระบบรับเหมาเบ็ดเสร็จจาก AESCON ที่พร้อมเป็นตัวช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ ครบวงจร ภายใต้หลักการ Single Point of Responsibility ที่ดูแลตั้งแต่การวางระบบวิศวกรรม จัดหาวัสดุอุปกรณ์ ไปจนถึงการก่อสร้าง และทดสอบระบบ ก่อนส่งมอบงานจริง ซึ่งตอบโจทย์การขยายตัวของอุตสาหกรรมสีเขียว การลงทุนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และโครงการพลังงานหมุนเวียนอย่างโซล่าเซลล์ได้อย่างลงตัว พร้อมลดความกังวลเรื่องงบประมาณบานปลาย และราคาวัสดุผันผวน ด้วยสัญญาแบบราคาเหมาจ่ายคงที่ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถควบคุมต้นทุน และบริหารระยะเวลาดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


EPC (Engineering, Procurement and Construction) คืออะไร ?

EPC (Engineering, Procurement and Construction) คืออะไร ?

EPC (Engineering, Procurement and Construction) คือ การจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ (Turnkey) โมเดลบริหารจัดการโครงการก่อสร้างระดับสากล ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด โดยมอบหมายความรับผิดชอบทั้งหมด ให้แก่ผู้รับเหมาเพียงรายเดียว ตั้งแต่ขั้นตอน Engineering ที่ครอบคลุมการออกแบบทางวิศวกรรมอย่างละเอียด แม่นยำ ต่อเนื่องไปยังการจัดซื้อจัดจ้างวัสดุอุปกรณ์ และเครื่องจักรจากทั่วโลก พร้อมระบบโลจิสติกส์ ครบวงจร จนถึงขั้นตอน Construction ที่รวมการก่อสร้าง การติดตั้ง และการทดสอบระบบ ก่อนส่งมอบงานจริง จุดเด่นสำคัญของสัญญา EPC จะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงให้แก่เจ้าของโครงการ ทั้งในด้านการประสานงาน ที่ซับซ้อน และการควบคุมงบประมาณ ด้วยรูปแบบราคาเหมาจ่าย ช่วยป้องกันปัญหาค่าใช้จ่ายบานปลาย และระยะเวลาที่ล่าช้า แม้จะมีโครงสร้างราคา ที่สะท้อนค่าความเสี่ยง แต่ด้วยการรับประกันผลงาน ที่ครอบคลุม และความเป็นมืออาชีพในทุกมิติ EPC จึงเป็นทางเลือกอันดับ 1 สำหรับโครงการ Mega Projects เช่น โรงไฟฟ้า โรงกลั่นน้ำมัน และโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่ต้องการมาตรฐานความปลอดภัย และความสำเร็จ ที่มีความแน่นอนสูง


ขอบเขตหน้าที่ EPC ในแต่ละกระบวนการทำอะไรบ้าง ?

  • E ย่อมาจาก Engineering (งานบริการออกแบบวิศวกรรม) ถือเป็นก้าวแรกที่เปลี่ยนไอเดีย และวิสัยทัศน์ของโครงการให้กลายเป็นพิมพ์เขียวที่จับต้องได้ โดยครอบคลุมตั้งแต่การประเมินความเป็นไปได้ การวางโครงสร้างขั้นต้น ไปจนถึงการออกแบบรายละเอียดเชิงลึก ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานระบบไฟฟ้า และระบบเครื่องกล ซึ่งทุกขั้นตอนเน้นการคำนวณอย่างแม่นยำ ตามหลักวิศวกรรมควบคุม เพื่อตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยสูงสุด และผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากลในอุตสาหกรรม

  • P ย่อมาจาก Procurement (กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และจัดหาวัสดุอุปกรณ์) ขั้นตอนสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณโครงการก่อสร้าง หลังจากเสร็จสิ้นการออกแบบ โดยทีมงานจะมุ่งเน้นการคัดเลือก จัดหาวัสดุอุปกรณ์ เครื่องจักรหนักจากคู่ค้า หรือซัพพลายเออร์ (Suppliers) ที่มีชื่อเสียง และได้มาตรฐาน ควบคู่ไปกับการเจรจาต่อรองราคาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อควบคุมต้นทุน นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงการตรวจสอบควบคุมคุณภาพสินค้า และการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ เพื่อให้มั่นใจว่าการส่งมอบวัสดุเข้าสู่หน้างาน จะเป็นไปอย่างแม่นยำ และตรงตามเวลางวดงาน

  • C ย่อมาจาก Construction (บริการงานก่อสร้าง และควบคุมโครงการ) ขั้นตอนการลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงในไซต์งาน โดยมีทีมวิศวกรมืออาชีพ และช่างเทคนิคผู้เชี่ยวชาญ คอยกำกับดูแลระบบบริหารงานก่อสร้างให้สำเร็จลุล่วง ตามแผนงานอย่างแม่นยำ พร้อมจัดสรรแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด ตลอดจนดำเนินกระบวนการทดสอบระบบก่อนส่งมอบ เพื่อตรวจสอบความพร้อมของฟังก์ชันการใช้งานทั้งหมด เพื่อส่งมอบผลงานก่อสร้างที่สมบูรณ์แบบ ไร้จุดบกพร่อง และได้มาตรฐานสูงสุดให้แก่เจ้าของโครงการ


ข้อดีของสัญญา EPC ?

  • ระบบบริหารงานผ่านศูนย์กลางจุดเดียว (Single Point of Responsibility) หัวใจสำคัญของสัญญา EPC ที่ช่วยลดภาระให้แก่เจ้าของโครงการ โดยไม่ต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางคอยประสานงาน หรือไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างนักออกแบบ กับทีมช่างอีกต่อไป เนื่องจากผู้รับเหมา EPC รายเดียว จะเข้ามาแบกรับหน้าที่ และควบคุมดูแลทุกกระบวนการก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่ต้นจนจบ ส่งผลให้การดำเนินงาน มีความราบรื่น หากเกิดข้อผิดพลาด หรือความเสียหายใด ๆ ขึ้นในโครงการ ผู้ว่าจ้างก็สามารถเรียกร้องความรับผิดชอบจากบริษัทผู้รับเหมาหลักได้โดยตรงทันที ช่วยตัดปัญหาการโยนความผิดระหว่างฝ่ายได้

  • การควบคุมต้นทุน และงบประมาณก่อสร้าง (Cost Certainty) การทำสัญญา EPC ซึ่งมักใช้รูปแบบการจ้างเหมาแบบราคาคงที่ ช่วยปิดความเสี่ยงเรื่องงบประมาณบานปลาย จากสภาวะตลาด หรือราคาวัสดุก่อสร้างผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้นักลงทุน และผู้บริหารโครงการ สามารถวางแผนทางการเงินเชิงกลยุทธ์ พร้อมทั้งประเมินผลตอบแทนจากการลงุทนได้

  • ความแม่นยำด้านระยะเวลา และการส่งมอบโครงการตามกำหนด (Schedule Certainty) บริการรับเหมาแบบ EPC เนื่องจากกระบวนการออกแบบวิศวกรรม การจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ และขั้นตอนการก่อสร้างหน้างาน ถูกบริหารจัดการโดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญชุดเดียวกันทั้งหมด จึงสามารถดำเนินโครงการในรูปแบบคู่ขนานได้อย่างราบรื่น ช่วยลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ร่นระยะเวลาการดำเนินงานทั้งหมด และส่งมอบงานที่สมบูรณ์แบบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตอบโจทย์ผู้ลงทุน และเจ้าของโครงการ ที่ต้องการเปิดดำเนินกิจการให้ทันตามเวลาของแผนธุรกิจได้อย่างแม่นยำ

  • การบริหาร และการโอนย้ายความเสี่ยง (Project Risk Mitigation and Transfer) ปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นใจสูงสุดให้แก่ผู้ลงทุน โดยภายใต้เงื่อนไขของสัญญา EPC ความเสี่ยงหลักทั้งหมดของโครงการก่อสร้าง ทั้งในแง่ของอุปสรรคทางเทคนิควิศวกรรม ปัญหาความล่าช้ากว่าแผนงาน และความผันผวนด้านต้นทุน จะถูกโอนย้ายไปอยู่ในความรับผิดชอบของบริษัทผู้รับเหมาโดยสมบูรณ์ ช่วยให้เจ้าของโครงการลดความวิตกกังวล และสามารถการันตีได้ ว่าจะได้รับมอบงานที่มีคุณภาพ ตามมาตรฐานสากล ภายใต้กรอบเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า


ความแตกต่างระหว่างสัญญา EPC กับระบบสัญญาก่อสร้างทั่วไป

  • โครงสร้างการจ้างงานและการประสานงาน สัญญา EPC : ทำหน้าที่แบกรับความรับผิดชอบ และบริหารงานก่อสร้างแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบวิศวกรรมเชิงลึก การจัดซื้อจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพ ตลอดจนการลงมือสร้างจริง และการทดสอบระบบหน้างานอย่างละเอียด ช่วยตัดภาระยุ่งยากของเจ้าของโครงการ โดยไม่จำเป็นต้องรับบทคนกลาง คอยเคลียร์ปัญหาความขัดแย้ง หรือประสานงานระหว่างทีมสถาปนิกผู้ออกแบบ และผู้รับเหมาหน้างาน ช่วยให้การดำเนินโครงการขับเคลื่อนไปได้อย่างราบรื่น และมีเอกภาพสูงสุด ระบบสัญญาก่อสร้างทั่วไป : จะมีลักษณะการดำเนินงานแบบแยกสัญญาจ้างหลายคู่สัญญา โดยฝั่งเจ้าของโครงการจำเป็นต้องดำเนินการคัดเลือก และว่าจ้างบริษัทออกแบบ หรือสถาปนิก เพื่อพัฒนาพิมพ์เขียวให้เสร็จสมบูรณ์เป็นลำดับแรก จากนั้นจึงนำแบบแปลนดังกล่าว เข้าสู่กระบวนการเปิดประมูลงานก่อสร้าง เพื่อสรรหาผู้รับเหมาเข้ามาลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริง ซึ่งขั้นตอนที่แยกส่วนกันนี้ ส่งผลให้ผู้ลงทุน หรือผู้ว่าจ้างต้องแบกรับบทบาทเป็นตัวกลาง ในการติดต่อสื่อสาร ประสานงาน และบริหารจัดการความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ระหว่างฝ่ายออกแบบวิศวกรรม กับฝ่ายก่อสร้างอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

  • การควบคุมงบประมาณและต้นทุนโครงการ สัญญา EPC : จะเป็นการตกลงว่าจ้างในรูปแบบราคาเหมาจ่ายคงที่ ซึ่งบริษัทผู้รับเหมาจะทำการประเมิน และคำนวณความเสี่ยงเกี่ยวกับความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง รวมถึงค่าแรงเอาไว้ล่วงหน้าทั้งหมดแล้ว ส่งผลให้โอกาสที่จะเกิดปัญหางบประมาณบานปลาย หรือค่าใช้จ่ายแฝงหน้างานลดลงจนแทบเป็นศูนย์ ช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถวางแผนทางการเงิน และบริหารกระแสเงินสด สำหรับโปรเจกต์ก่อสร้างได้อย่างมั่นคง และมีประสิทธิภาพ ระบบสัญญาก่อสร้างทั่วไป : เนื่องจากมีโอกาสสูง ที่จะเกิดความเสี่ยงเรื่องงบประมาณบานปลาย หากระหว่างการลงพื้นที่ปฏิบัติงาน เกิดพบข้อผิดพลาดจากแบบแปลนพิมพ์เขียว หรือเผชิญกับปัญหาที่ไม่คาดฝัน ซึ่งกรณีเหล่านี้ จะส่งผลให้เจ้าของโครงการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายส่วนต่างที่เพิ่มขึ้น ผ่านกระบวนการอนุมัติงานเพิ่ม/ลด ทำให้ภาพรวมของค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างงอกเงย และไม่เป็นไปตามแผนการเงินที่วางไว้แต่แรก

  • ระยะเวลาดำเนินงานและการส่งมอบ สัญญา EPC : จะเป็นกระบวนการวางแบบแปลนวิศวกรรม และการลงพื้นที่ก่อสร้าง ถูกควบคุมดูแลโดยทีมงานชุดเดียวกันทั้งหมด จึงสามารถขับเคลื่อนงานในรูปแบบคู่ขนานได้อย่างลื่นไหล ตัวอย่างเช่น ในระหว่างที่ทีมออกแบบกำลังพัฒนาดีไซน์ และระบบในเฟสถัดไป ทีมช่าง ก็สามารถเริ่มต้นงานขุดเจาะ และลงเสาเข็มในส่วนแรกได้ทันที ช่วยลดกระบวนการที่ซ้ำซ้อน ส่งผลให้สามารถส่งมอบโครงการที่สมบูรณ์แบบได้รวดเร็วยิ่งขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนสามารถเปิดดำเนินกิจการ และสร้างผลตอบแทนธุรกิจได้ทันตามเป้าหมายของแผนงาน ระบบสัญญาก่อสร้างทั่วไป : มีแนวโน้มที่จะใช้เวลาดำเนินโครงการยาวนานกว่า เนื่องจากมีรูปแบบการทำงาน ที่เป็นลำดับขั้นต่อเนื่องกัน ซึ่งไม่สามารถดำเนินงานทับซ้อนกันได้ โดยผู้ลงทุนจำเป็นต้องรอให้ขั้นตอนการออกแบบสถาปัตยกรรม งานวิศวกรรมโครงสร้าง รวมถึงการกำหนดสเปควัสดุอุปกรณ์เสร็จสิ้นสมบูรณ์ 100% เสียก่อน จึงจะสามารถขับเคลื่อนเข้าสู่กระบวนการเปิดประมูลจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสรรหา และส่งไม้ต่อให้ผู้รับเหมาเข้ามาเริ่มลงพื้นที่ ก่อนสร้างจริงหน้างานได้ ซึ่งการดำเนินงานที่เป็นเส้นตรงนี้ อาจจะส่งผลให้ภาพรวมของแผนงานก่อสร้างเกิดความล่าช้า และไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจ ที่ต้องการความรวดเร็ว ในการเปิดดำเนินกิจการ เพื่อสร้างผลตอบแทน


ประเภทโครงการและอุตสาหกรรม ที่เหมาะกับการใช้ระบบสัญญา EPC

  • กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงาน ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้า (Energy & Petrochemicals) เป็นภาคธุรกิจต้นแบบ ที่นิยมนำรูปแบบสัญญา EPC มาใช้งานมากที่สุด เนื่องจากเมกะโปรเจกต์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโรงกลั่นน้ำมัน โรงงานเคมีภัณฑ์ หรือโรงไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ ล้วนเป็นโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีวิศวกรรมขั้นสูง มีโครงสร้างทางกายภาพ ที่ซับซ้อน จำเป็นต้องมีการผสานระบบไฟฟ้าแรงสูงเข้ากับระบบเครื่องกล และระบบควบคุมอัตโนมัติ การส่งมอบหน้าที่ให้บริษัทรับเหมา EPC เพียงรายเดียว เข้ามาควบคุมดูแลภาพรวมทั้งหมด จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านความผิดพลาดทางเทคนิค ยังช่วยการันตีความสำเร็จในการเชื่อมต่อระบบทุกภาคส่วน ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีเสถียรภาพ และความปลอดภัยสูงสุด

  • การพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาด (Renewable Energy Projects) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซล่าฟาร์ม (Solar Farm) สถานีผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม (Wind Farm) และโรงไฟฟ้าชีวมวล ถือเป็นภาคธุรกิจ ที่พึ่งพาบริการรับเหมาแบบ Solar EPC เป็นอย่างมาก เนื่องจากหัวใจสำคัญของธุรกิจพลังงานทางเลือกผูกติดอยู่ กับความรวดเร็วในการติดตั้ง ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบ และทดสอบระบบวิศวกรรมก่อนส่งมอบ ที่ต้องมีความแม่นยำ เพื่อเร่งรัดการเปิดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ ให้ทันตามกรอบเวลาที่ระบุไว้ ในสัญญาสัมปทานซื้อขายไฟฟ้า การเลือกใช้โมเดลจ้างเหมาเบ็ดเสร็จนี้ จึงช่วยลดขั้นตอนการทำงาน ย่นเวลาโครงการ และเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถรับรู้รายได้ รวมถึงสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว และคุ้มค่าที่สุด

  • โครงการก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรม และคลังสินค้าอัจฉริยะ (Industrial Plants & Smart Warehouses) โดยเฉพาะฐานการผลิตขนาดใหญ่ หรือระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีโลจิสติกส์ขั้นสูง จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการที่แม่นยำ ระหว่างงานวิศวกรรมโครงสร้างอาคาร และระบบเครื่องจักรเฉพาะทางเข้าด้วยกัน การเลือกใช้บริการผู้รับเหมาหลักรายเดียว เข้ามาบริหารจัดการด้านการจัดซื้อจัดหา และติดตั้งเครื่องจักรหนัก จึงเป็นโซลูชันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการการันตีว่าระบบไลน์การผลิต และกลไกภายในทั้งหมด จะสามารถเชื่อมต่อการทำงานร่วมกันได้ พร้อมทั้งช่วยปิดความเสี่ยงเรื่องระบบ หรือเครื่องจักรทำงานไม่ได้มาตรฐานตามสเปค หลังเสร็จสิ้นการส่งมอบงานได้

  • การพัฒนาเมกะโปรเจกต์ และโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศ (Mega Infrastructure & Utilities) ไม่ว่าจะเป็นโครงการระบบขนส่งมวลชน ท่าเรือขนส่งสินค้าอุตสาหกรรม หรือระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลางขนาดใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้รูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐ และเอกชน ที่มีมูลค่าเม็ดเงินลงทุนมหาศาล ล้วนต้องการความชัดเจน และแม่นยำด้านการควบคุมงบประมาณสูงสุด เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ ในการยื่นขออนุมัติสินเชื่อโครงการ จากสถาบันการเงิน และกลุ่มผู้ร่วมทุน การทำงานสัญญาจ้างเหมาแบบ EPC จึงกลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ และมีประสิทธิภาพที่สุด ในการปิดความเสี่ยงเรื่องปัญหาค่าใช้จ่ายบานปลาย ควบคู่ไปกับการควบคุมกรอบเวลา เพื่อป้องกันการส่งมอบงานล่าช้าได้

การบริหารโครงการด้วยสัญญา EPC ถือเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ และนักลงทุนไทยมากที่สุดในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทรนด์พลังงานทางเลือกอย่างการติดตั้งโซล่าเซลล์ และเมกะโปรเจกต์ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ด้วยจุดเด่นของระบบรับเหมาเบ็ดเสร็จจุดเดียว ที่ช่วยลดความซับซ้อนในขั้นตอนการประสานงาน ผนวกกับรูปแบบสัญญาจ้างเหมาแบบราคาคงที่ ซึ่งทำหน้าที่ล็อกต้นทุนการผลิต และปิดความเสี่ยงเรื่องปัญหางบประมาณบานปลาย จากภาวะราคาวัสดุก่อสร้างผันผวนในตลาดได้ ส่งผลให้สามารถการันตีการขับเคลื่อน และส่งมอบงานก่อสร้างขนาดใหญ่ให้สำเร็จลุล่วง ตรงตามกรอบเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

 
 
  • f207045d96c258fed664305f0ac2c5bd-telephone-handset-blue-icon
  • pngegg
  • Line

ติดต่อเรา

นวัตกรรมการก่อสร้างเพื่อธุรกิจ

Head Office

AESCON
ที่อยู่ : 111 หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อวิน 
อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20230

โทร : 038-337-310
อีเมล: info@aescon.co.th

bottom of page